หากเราจะหาพนักงาน ควรมองที่อะไรดี

ถ้าเราจะพูถึงแต่การหางานอย่างเดี่ยวก็จะดูแปลก ๆ ว่าเปล่าครับ เราเองลืมไปหรือเปล่าว่าหากมองมุมกลับกันบ้าง อีกเรื่องที่ทุกองค์กรเองก็ตั้งเป็นหลักสำคัญด้วยนั่นเอง ซึ่งไม่พูดถึงก็ไม่ได้เรื่องนั่นก็ คือ การหาพนักงานนั่นเองครับ

จากที่ผมเองได้กล่าวเปิดหัวไว้เบื้อต้นแล้วว่า การหาพนักงานนี้ใครบอกว่าเป็นเรื่องง่าย ผมคนนึงขอค้านเลยทีเดียวก็ว่าได้ เพราะในความเป็นจริงแล้วโคตรยากมากครับ ที่จะเจอคนที่ใช้เหมาะสมกับงาน ณ วัน เวลา สถานที่นั่น ๆ เคยเป็นเรื่องคุยกันสนุก ๆ ในที่ทำงานของผมมาก่อนว่า ในเวลาที่คนเรานั่นต้องการงานขึ้นมา ไม่ว่าจะยาก จะไกลแค่ไหน เพียงใด

หาพนักงาน

สิ่งแรกที่เราจะได้ยินเสมอ คือ ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่มีปัญหาครับ ทุกอย่างก็จะดูเหมือนง่ายราบเรียบโรยไปด้วยกลีบกุหลาบเลยก็ว่าได้ แต่ความสุขสมหวังเหล่านั่นก็จะหายไปในทันทีเมื่อเราได้สัมผัสกับงานจริง สถานที่จริง กับเรื่องราวที่เป็นจริงขึ้นมาก็กลับกลายเป็นตรงข้ามไปหมด คราวนี้แหละ อะไรที่บอกว่าได้ ว่าดี ว่าสวยงามก็กลับตรงข้ามกันเลยที่เดียวนึกถึงประโยคเหล่านี้ทีไรก็หยุดขำไม่ได้จริง ๆ คราวนี้เรามาดูกันบ้างว่าอะไรละเป็นสิ่งสำคัญที่บรรดาบริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาหากคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้แล้วคงไม่พลาดอย่างแน่นอนครับ

หากเราจะมองกันแบบตั้งใจเจาะลึกเลยถึงรูปแบบการมองหาพนักงานที่ตรงกับความต้องการ ของทุกองค์กรก็ต้องเริ่มจากการสัมภาษณ์งานนั่นเอง เป็นอันดับแรกเพราะคุณจะเป็นทุกอย่างโดยทันทีว่าใช่หรือไม่ ผมคิดว่านอกจากคุณสมบัติที่ตรงกับสิ่งที่เรากำหนดไว้แล้ว คนที่เลือกพนักงานใหม่ก็ควรมองหาสิ่งต่อไปนี้มากกว่าการมอง แค่คุณสมบัติที่กำหนดไว้เพียงเท่านั่น มีอะไรบ้างผมว่าผู้อ่านทุกท่านต้องการทราบเป็นแน่แท้ละสิ เรามาดูกันครับ

สิ่งแรกหากผมเป็นผู้คัดเลือกหรือสรรหาทรัพยากรบุคคลจะมองหา คือผมจะมองถึงการสื่อสารที่บ่งชี้ถึงรูปแบบการเรียนรู้แบบที่พร้อมจะรับกับทุกสถานะการณ์กันเลยก็ว่าได้ ในบางสายงานผมบอกเลยว่าแทบจะไม่มีการสอนงานกันเลยแทบจะต้องลงหน้างานจริงกันทั้งนั่น เพื่อให้เจอกับปัญหาจริงที่เรียลไทม์มาก ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหนเมื่อเข้าเจอคนที่รับได้กับสิ่งเหล่านี้แล้วมักจะรีบคว้าตัวกันเป็นว่าเล่นเลย

จากประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านงานสายงานนี้มา หากเป็นคนไทยผมพูดได้เลยว่ามีน้อยมาก ส่วนใหญ๋ก็จะนำเสนอดีเวอร์มาก โดยบางครั้งเป็นเพ้อฝันกันเลยทีเดียว ผมว่าผู้อ่านคงจะสนุกแล้วละสิครับ ตามผมต่อในบทความถัดไปนะครับ

 

Share this...
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn

ที่นอนยางพารารักษาอาการอาการปวดหลังได้จริงหรือ

            สำหรับยุคนี้เป็นที่พูดถึงกันมากทีเดียวค่ะ สำหรับที่นอนยางพารา เพราะนอกจากเรื่องของความคงทนที่ใช้งานได้นานถึง 20 ปีแล้ว ยังมีประโยชน์และคุณสมบัติด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นที่นอนยางพาราแท้ 100% แล้วล่ะก็ ยิ่งดีเลยล่ะค่ะ ฟังมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า  เอ๊ะ!!! มีที่นอนยางพาราที่ไม่ใช่ 100% ด้วยหรือ?? แน่นอนค่ะ เพราะความที่ต้นทุนของที่นอนยางพาราค่อนข้างสูง ทำให้ราคาขายจึงต้องสูงตามไปด้วย ดังนั้นในกระบวนการผลิต จึงเริ่มมีกรรมวิธีในการผลิต โดยใช้ ฟองน้ำ  ใยสังเคราะห์ ใยมะพร้าว เหล่านี้มาใช้ผสมเข้าไปกับยางพาราด้วย สิ่งที่ได้ก็คือ ที่นอนยางพาราที่มีน้ำหนักเบาขึ้น และคุณภาพก็ลดลงตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

นอนยางพาราช่วยเรื่องการลดอาการปวดหลัง

สำหรับที่นอนยางพารา 100% จะมีความทนทานมาก มีความยืดหยุ่น มีแรงรับน้ำหนักของเราเป็นอย่างดี ปลอดสารพิษ ที่สำคัญคือไม่สะสมความชื้น จึงไม่มีเชื้อรา และแบคทีเรียต่างๆ ทำให้ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ดังนั้นเวลาใช้ เราไม่ต้องยกออกมาตากแดดหรือทำความสะอาดใดๆ เพียงแค่วางในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพียงเท่านี้ก็ดีงามมากแล้วค่ะ นอกจากนี้ที่นอนยางพารายังออกแบบมาให้สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่สะสมความร้อน เนื่องจากมีโฟมยางเล็กๆ นับล้านๆ และมีรูระบายอากาศจำนวนมากนั่นเองค่ะ ซึ่งโฟมยางนี้จะยังคงความหนาแน่แม้ว่าอุณหภูมิของห้องจะเปลี่ยนไป  ต่างจากที่นอน Memory Foam ที่ความหนาแน่นจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ ดังนั้นในการเลือกที่นอน แม้กระทั่งที่นอนยางพาราด้วยกันเอง จึงต้องเลือกให้ดี และควรเลือกที่เป็นที่นอนยางพาราแท้ 100% เท่านั้น หรือจะดูตามความหนาแน่นของยางพารา ยิ่งมีความหนาแน่นมาก ยิ่งรับน้ำหนักได้ดีนั่นเองค่ะ

พูดถึงเรื่องความหนาแน่นของที่นอนยางพารา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วที่นอนที่หนาแน่น (Density) ตั้งแต่  85 ก็จะยิ่งสามารถรับน้ำหนักได้ดี ซึ่งคุณสมบัติเรื่องการรับน้ำหนักจะสามารถรองรับสรีระต่างๆ ในการนอน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหงาย นอนตะแคงหรือตอนพลิกตัวไปมา  ซึ่งจะช่วยเรื่องการลดแรงกดทับสาเหตุหลักของการปวดหลัง หรือรุ่นที่มีความหนาแน่น(Density) ที่ 95 / 110 ก็จะเหมาะกับผู้ที่เป็นหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ซึ่งเป็นความหนาแน่นที่จะช่วยรับน้ำหนักช่วงเอวและช่วงสะโพกได้ดี และด้วยคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ที่นอนยางพาราช่วยเรื่องการลดอาการปวดหลังได้นั่นเองค่ะ ส่วนใครที่ไม่มีปัญหาเรื่องอาการปวดหลัง หรือเรื่องหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถเลือกใช้แบบนุ่มซึ่งความหนาแน่นของที่นอน  (Density) อยู่ที่ประมาณ 65 ได้เลย

Share this...
Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterShare on LinkedIn